น่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

fat man

ถาม: โรคเบาหวานเกิดจากสาเหตุอะไร

ตอบ: โรคเบาหวานเกิดจาก ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากขาดฮอร์โมน อินซูลิน หรือ อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่เพราะมีการดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ไม่ได้ น้ำตาลจึงเหลือค้างในเลือดจำนวนมาก

ถาม : น้ำตาลในเลือดมาจากอะไร

ตอบ: น้ำตาลในเลือดมาจากอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ และบางส่วนร่างกายสร้างขึ้นเองที่ตับ

ถาม: อาการของโรคเบาหวานเป็นอย่างไร

ตอบ : มีอาการปัสสาวะบ่อยเนื่องจากน้ำตาลที่สูงในเลือดล้นออกมาทางปัสสาวะ เป็นที่มาของชื่อโรคเบาหวาน มีอาการกระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย รับประทานจุแต่ผอมลง อาจมีตามัว ผิวหนังอักเสบติดเชื้อง่าย

ถาม: เด็กเป็นโรคเบาหวานได้หรือไม่

ตอบ: โรคเบาหวานพบได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้สูงอายุ โดยเบาหวานที่พบในคนอายุน้อย จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทดแทนตลอดชีวิต แต่เบาหวานในผู้สูงอายุเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายดื้ออินซูลิน ผู้เป็นเบาหวานชนิดนี้มักจะมีน้ำหนักตัวมากกว่ามาตรฐานหรืออ้วนซึ่งเป็นสาเหตุของการดื้ออินซูลิน

ถาม: โรคเบาหวานเป็นกรรมพันธุ์ หรือไม่

ตอบ : โรคเบาหวานสามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ถ้ามีประวัติในครอบครัว เช่นพ่อหรือแม่เป็น ลูกจะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนที่พ่อแม่ปกติ

ถาม: ใครบ้างที่จะมีโอกาสเป็นเบาหวาน

ตอบ: โรคเบาหวานพบบ่อยในกลุ่มคนเหล่านี้

1. มีประวัติเบาหวานในครอบครัว

2.อ้วน

3.เคยคลอดบุตรน้ำหนัก4กิโลกรัมขึ้นไป

4.เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

5.เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ถาม: โรคเบาหวานรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ตอบ: เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติและดำรงชีวิตได้เหมือนคนทั่วไปตลอดจนมีช่วงอายุขัยเหมือนคนทั่วไปได้

ถาม: แล้วผู้ป่วยเบาหวานจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้อย่างไร

ตอบ: น้ำตาลในเลือดมาจากอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนโดยยึดหลักสิบประการดังนี้

  1. รับประทานอาหารให้เป็นมื้อ โดยทั่วไปวันละ 3 มื้อ
  2. ไม่รับประทานจุบจิบไม่เป็นเวลา
  3. รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในแต่ละมื้อคือมีทั้ง แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน และผัก
  4. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันมากเช่น อาหารทอดต่างๆ กะทิ ไขมันสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง หอยนางรม เนย
  5. รับประทานอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน ขนมปัง วุ้นเส้น จำนวนที่พอเหมาะ
  6. รับประทานผักประเภทใบให้มากขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ทอฟฟี่ ขนมหวานต่างๆ น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้
  8. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อาหารสำเร็จรูป เช่นกุนเชียง ไส้กรอก
  9. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์
  10. รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวัน เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ถาม : ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นานๆจะมีผลเสียอย่างไร

ตอบ: ถ้าปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ เสื่อมลง ถ้าเกิดที่หลอดเลือดของไตก็จะมีไตพิการ เกิดที่เส้นประสาทก็จะทำให้มีอาการชาที่มือหรือเท้า เกิดที่หลอดเลือดหัวใจก็จะมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดที่จอประสาทตา ก็จะทำให้ตาบอด เกิดกับหลอดเลือดสมองก็จะทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรือ อัมพาต อาการต่างๆ เหล่านี้คือภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานทุกคนสามารถป้องกันได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติที่สุดตลอดเวลา

ถาม : ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมอาหารทุกคนหรือไม่

ตอบ : การควบคุมอาหารจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทุกคนเพราะ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยยาลดน้ำตาลหรืออินซูลินไม่ได้ผล 100 % ต้องเสริมด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่มากอาจควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายโดยไม่ต้องใช้ยาลดน้ำตาล

ถาม : การออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานควรทำอย่างไร

ตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตนเอง อาจเป็นการเดิน หรือวิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โดยควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ ละ 3 ครั้งเป็นอย่างต่ำ สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรเริ่มวันละ 5-10 นาทีถ้าเหนื่อยให้หยุดพัก แล้วเริ่มใหม่วันถัดไป โดยเพิ่มเวลาออกกำลังวันละเล็กน้อยเท่าที่ร่างกายทนได้

ถาม: ถ้าผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลจะทำอย่างไร

ตอบ: ถ้าเป็นบาดแผลสด แนะนำให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำต้มสุกแล้วซับให้แห้ง ทายาฆ่าเชื้อที่ไม่มีฤทธิ์ระคายเนื้อเยื่อ เช่นน้ำยาเบตาดิน หรือยาเหลือง ไม่ควรใช้ทิงเจอร์ไอโอดิน หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าแผลอักเสบให้รีบไปพบแพทย์

ถาม : ผู้ป่วยเบาหวานบางคนถูกตัดเท้าเพราะสาเหตุอะไร

ตอบ : ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานและควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะมีการเสื่อมของหลอดเลือดแดงที่เท้าร่วมกับการเสื่อมของประสาทรับความรู้สึกของเท้าทำให้เมื่อมีบาดแผลเล็กน้อยก็ไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อปล่อยไว้นาน แผลจึง ลุกลามได้ง่ายประกอบกับหลอดเลือดแดงที่ตีบทำให้มีเลือดมาเลี้ยงที่เท้าน้อยการติดเชื้อมักจะเกิดรุนแรง แพทย์จำเป็นต้องรักษาด้วยการตัดเท้าเพื่อไม่ให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ สิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถป้องกันได้โดย

  1. ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยการฟอกสบู่ ล้างน้ำ แล้วซับให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า
  2. ตรวจดูเท้าทุกวัน ดูว่ามีบาดแผล รอยถลอก หรือพุพองที่ใดบ้าง ผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีควรให้ บุตรหลานช่วยตรวจดูให้
  3. ไม่แช่เท้าในน้ำร้อน เพราะประสาทรับความรู้สึกอาจเสื่อมจนไม่ทราบว่าน้ำร้อนเกินไปทำให้เกิดแผลน้ำร้อนลวกได้
  4. ใส่รองเท้าตลอดเวลาแม้จะเดินในบ้าน
  5. เลือกรองเท้าที่สวมสบาย ไม่คับ หรือหลวม ไป
  6. ก่อนใส่รองเท้าทุกครั้ง ต้องตรวจดูว่ามีเศษวัตถุอยู่ในรองเท้าหรือไม่
  7. ตัดเล็บให้เป็นเส้นตรงเสมอปลายนิ้วเท้า
  8. เมื่อจะเดินทางไปไกลๆไม่ควรใส่รองเท้าคู่ใหม่

ถาม : จะใช้สมุนไพรรักษาเบาหวานได้หรือไม่

ตอบ : ปัจจุบันยังไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่พิสูจน์ว่ารักษาเบาหวานได้ผล นอกจากนี้สมุนไพรบางชนิดอาจเป็นพิษต่อตับ และการเตรียมสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีเชื้อราปนอยู่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ถาม: ถ้าต้องการไปตรวจหาเบาหวานจะต้องเตรียมตัวอย่างไร

ตอบ: ต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยทั่วไป แนะนำว่า เมื่อรับประทานอาหารมื้อเย็นแล้ว ตั้งแต่ เวลา 20.00 น เป็นต้นไปห้ามรับประทานอะไรอีก จนกระทั่ง เจาะเลือดเสร็จในเช้าวันรุ่งขึ้นจึงรับประทานอาหารเช้า